ระยะห่างระหว่างเรา

ระยะห่างระหว่างเรา

ระยะห่างระหว่างเรา

ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ วางตัวอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวงแห่งลูกหนัง โดยห่างกันประมาณ 50 กม.เท่านั้นเอง

ถ้าเดินทางโดยรถยนต์ หรือรถบัสก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ถ้าเดินทางโดยรถไฟก็แค่ประมาณครึ่งชั่วโมง

แต่เหตุไฉนระยะทางระหว่างยอดทีมของ 2 เมืองนี้ในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก มันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน

ล่าสุด ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างทีมจากคู่ขับเคี่ยวจากแมนเชสเตอร์อย่าง “เดอะ ซิตีเซ่นส์” เป็น 22 แต้มแล้วนะครับ

ระยะห่างระหว่างเรา

เรื่องแชมป์ไม่ต้องพูดถึง ขึ้นอยู่กับว่าจะรวดเร็วปานกามนิตหนุ่มมากขนาดไหน ซึ่งตามทฤษฏีและนาทีนี้ ขอกะซวกชัยชนะอีกแค่ 6 นัดเท่านั้น แต้มจะขาดผึงทันที แถมดีไม่ดีอาจเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ หาก ลิเวอร์พูล ยังคงพุ่งเข้าชนและวิ่งเข้าใส่ชัยชนะด้วยความเร็วแรงทะลุส้นตีนเป็นสิบล้อเบรคแตกแดกยาบ้าแบบนี้ แล้วแชมป์เก่าอย่าง แมนฯ ซิตี้ ดันสะดุดตีนตัวเองหกคะล้มอีก

บางทีพวกเขาอาจได้แชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการก่อนถึงเดือนเมษายน ซึ่งถือว่ารวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษแล้ว

แต่หากจะให้คลาสสิกก็ควรได้แชมป์อย่างเป็นทางการในเกมที่ 31 ของฤดูกาล (เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ คริสตัล พาเลซ) ก่อนบุกไปเยือนถิ่น “อิสต์แลนด์ส” ของ แมนฯ ซิตี้ ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้เล่นของทีมสีฟ้าแห่งแมนเชสเตอร์จะต้องตั้งแถวเกียรติยศพลางกระทืบฝ่ามือให้ผู้เล่นของทีมแชมป์ที่คงสับตีนออกมาจากอุโมงค์อย่างเย้ยหยันตามธรรมเนียม

ระยะห่างระหว่างเรา

และที่สำคัญคือหากในการศึกครั้งนั้น ลิเวอร์พูล ไม่พลาดท่าให้เจ้าบ้าน พวกเขาก็จะทำสถิติไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัด เทียบเท่าสถิติสูงสุดที่ อาร์เซน่อล เป็นผู้บันทึกเอาไว้อีกด้วย

อืมมมมมม…เอาเข้าไป ซึ่งคะเนดูแล้วมีโอกาสเป็นไปได้สูงซะด้วย

แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าจบฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล จะพุ่งเข้าเส้นชัยโดยทิ้งห่างคู่แค้นตลอดชาติของตัวเองอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กี่แต้ม ซึ่ง ณ จุดนี้ห่างกัน 38 แต้มแล้ว

ไอ้ที่แสบสันต์รูตูดยิ่งกว่านั้นคือหากเราแบ่งผลงานของหงส์แดงและฤดูกาลนี้ออกเป็น “ในบ้าน” และ “นอกบ้าน”

ลิเวอร์พูล เล่นในบ้านไปแล้ว 13 นัด ชนะทั้ง 13 นัด สะสมได้ 39 แต้ม มากกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ 4 แต้ม

ลิเวอร์พูล เล่นนอกบ้านไปแล้ว 12 นัด ชนะ 11 เสมอ 1 สะสมได้ 34 แต้ม น้อยกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด แค่แต้มเดียว ซึ่งมันบ่งถึงมาตรฐานของทั้ง 2 ทีมโดยปัจจุบันอย่างคมชัดเหลือเกินว่ามันห่างไกลกันมากขนาดไหน

จบฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล จะทำสถิติคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็น 19 สมัย ตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด แค่สมัยเดียว โดยในระะยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ หรือบางทีอาจน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ มันมีโอกาสสูงมากที่ “หงส์แดง” จะปาดหน้าพลางแซงกลับขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของอังกฤษอีกครั้ง เพราะดูทรงแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด จะยังหาทางกลับเข้าฝั่งไม่เจอง่ายๆ แถมเจ้าของทีม และผู้บริหารดูจะไม่สะทกสะท้านพลางยักไหล่ให้เรื่องนี้ซะด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ลิเวอร์พูล เปิดบ้านถล่มนักบุญแบบไม่กลัวบาป ด้วยสไตล์การเล่นแบบ “เฮฟวี่ เมทั่ล ฟุตบอล” เหมือนเดิม

เกมรุกของ ลิเวอร์พูล หนักแน่น รวดเร็ว และดุดันดีนักแล ควบตะบึงขึ้นมาแต่ละครั้งมันให้ความหวังว่าจะทำลายตาข่ายคู่แข่งได้ตลอด

หนึ่งในวิธีการเล่นแบบ “เครื่องจักรสีแดงผู้อหังการ” ที่ผู้ชมทางบ้านอย่างผมชื่นชมพลางคิดมันว่าแตกต่างจาก แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างสิ้นเชิง คือการ “วัดทุกจังหวะ”

เข้าใจไหมครับ “วัดทุกจังหวะ” คือเมื่อมีช่องทางในการจู่โจม พวกเขาจะไม่รอช้า
.
.
.
ยกตัวอย่างเวลาฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างขึ้นมาเล่นเกมรุก

ระยะห่างระหว่างเรา

เมื่อพาบอลเลยครึ่งสนามขึ้นมา หากมองไปข้างหน้าแล้วพบกองหน้าที่พร้อมจะออกตัว ทั้ง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน จะบรรจงเปิดให้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงเส้นหลังเสียก่อน

เดี๋ยวจะมีตัวโฉบเข้าทำเองนั่นแหละ

เอิ่มมมม..ม..ม..ม..นี่มันสไตล์การเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยุครุ่งเรืองชัดๆ

ขอให้เปิดโค้งๆ เข้าไปเถอะ เดี๋ยวจะมีคนพุ่งตามขึ้นไปเล่นทันที พุ่งไปทางเสาแรก พุ่งไปตรงกลาง และพุ่งไปทางเสาไกล ซึ่งในสถานการณ์แบบเดียวกัน ผู้เล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอะไรแบบนั้น

ในสถานการณ์เดียวกัน พลพรรคปีศาจแดงจะทำแบบนี้ครับ คือหากมองไปข้างหน้าแล้วพบว่ามีเพื่อนร่วมทีมอยู่ตรงนั้น แทนที่จะเปิดเข้าไปวัดแม่งเลย ฟูลแบ็คมักจะต้องดึงจังหวะเอาไว้ก่อน แล้วเคาะบอลกันวนไปมาอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ

ขนาดมองเห็นทั้งพื้นที่และมีเวลาในการจู่โจมยังไม่ยอมเปิดเข้าไปวัดเลยครับคุณ

ถามว่าเพราะอะไร ???

คำตอบคือกลัวเสียบอลน่ะซี่ย์ย์ย์

ปรัชญาการเล่นของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คือเน้นครองบอลเป็นสำคัญ ด้วยการให้บอลที่ตัว เพื่อความแน่นอน โดยจะต่อบอลและทำชิ่งกันไปเรื่อยๆ จนกว่าคู่แข่งจะเปิดช่องว่างให้ เพียงแต่ส่วนใหญ่จะเสียบอลกันไปเองซะก่อน

ระยะห่างระหว่างเรา

หากอ่านเกมว่าเปิดเข้าไปแล้วมีโอกาสเสียการครอลครองบอลสูงก็จะคิดใหม่ทำใหม่ โดยอย่าหวังเลยว่าจะเปิดเข้าไปง่ายๆ ยกเว้นเวลาเจอคู่แข่งที่เหนือกว่าก็จะเล่นอย่างฉาบฉวย

เรื่องแนวทางการเล่น กุนซือแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างสไตล์ อันนี้เข้าใจ

เกมล่าสุดที่ทำได้แค่เสมอกับ วูล์ฟส์ ในบ้านจัดเป็นอีกครั้งที่บอกว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คือผู้จัดการทีมที่ไม่เพียงแต่จะไร้กึ๋น อีน้าแกยังปอดแหกมากเกินไปอีกต่างหาก

ดาวเตะใหม่อย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้ลงเป็นตัวจริงในตำแหน่ง “หน้าต่ำ” ทันที และนี่คือตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นผู้เล่นในแดนกลางที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดในทีม นอกจากนี้ยังเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูได้ดี สมควรอยู่ใกล้ปากประตูคู่แข่ง

ต่อเมื่อลูกรักอย่าง อันเดรียส เปเรยร่า สวมบทมิดฟิลด์ตัวกลางไม่ได้ ด้วยไม่มีแรงปะทะกับคู่ต่อสู้ คุณภาพในการจับบอลกับจ่ายบอลก็บัดซบและตบชักยิ่งนัก แถมไม่มีทักษะความสามารถในการเอาตัวรอดอีกต่างหาก

ระยะห่างระหว่างเรา

กุนซือปีศาจแดงคนปัจจุบันจึงแก้เกมในครึ่งหลังด้วยการขยับ “บรูโน่” จากตำแหน่งหมายเลข 10 มาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางคู่กับ เฟร็ด พลางโยก อันเดรียส เปเรยร่า ขึ้นไปเล่นเป็นกองหน้าด้านซ้าย แล้วหุบเอา ฆวน มาต้า เข้ามาเล่นเป็นหน้าต่ำแทน

ผลปรากฏว่ามันไม่มีประโยชน์อันใด เพราะจะตำแหน่งไหนก็ไม่เหมาะกับนักเตะสายพันธุ์แซมบ้าผู้นี้ทั้งนั้น

ต่อเมื่อมองไปบนม้านั่งสำรองก็น่าละเหี่ยใจเสียนี่กระไร เพราะมองไม่เห็นผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกที่ช่วยพลิกเกมได้ เพราะถ้าไม่ถูกขายออกไป ก็ถูกอาการบาดเจ็บลักพาตัวไปหมดแล้ว

หากเป็น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ป๋าอาจจะแก้ไขด้วยการส่งตัวสำรองอย่าง ฟิล โจนส์ นี่แหละลงมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับไปเลย และโดยไม่เว้นแม้แต่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่มีทักษะในเกมรุก สามารถครองบอลได้ พาบอลขึ้นหน้าได้ จ่ายบอลได้ และยิงประตูเป็น จึงขยับเอาไอ้หัวแตงโมขึ้นมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางได้ โดยให้ ฟิล โจนส์ ลงไปเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค

ขอโทษ…นี่มิใช่การโหยหาถึงบรมกุนซือคนเก่าที่กลายเป็นอดีตไปแล้วนะครับ เพียงแต่ผมต้องการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นก็แค่นั้น

ทว่าคุณน้าลูกอมกลับไม่กล้าพลิกแพลงอะไรที่พิสดารแบบนี้หรือแบบไหนๆ ที่มันอยู่นอกตำรา พี่แกใจไม่ถึงพอที่จะให้ ฟิล โจนส์ ลงมาในสนาม ว่าแล้วก็ตะบี้ตะบันใช้ อันเดรียส เปเรยร่า ทั้งที่เห็นอยู่ทนโท่ว่าไม่มีประโยชน์ต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งแน่ใจแล้วว่าไม่มีแมวน้ำอะไรจริงๆ ถึงค่อยเปลี่ยนออกในนาทีที่ 72

เจอร์เก้น คล็อปป์ สอนให้ลูกทีมกล้าวัดในทุกจังหวะแบบไม่มีความตาขาว – เสียบอลเมื่อไหร่ก็รุมเข้าแย่ง เพื่อเอาบอลมาบุกกระหน่ำใส่คู่แข่งใหม่ ขณะที่กุนซือเบบี้เฟซติ๋มเกินไป ไม่มีความกล้าได้กล้าเสียเพียงพอ

เมื่อไม่ได้รับผลการแข่งขันที่ต้องการก็ให้สัมภาษณ์แบบโลกสวยไปวันๆ หลอกให้เหล่าสาวกประเภทโลกสวยด้วยกันมองว่ามันคือการปลูกฝังปรัชญาการเล่นพร้อมวางรากฐานและวางระบบ เพื่ออนาคตในระยะยาว

ถามว่ามึงจะวางรากฐานและวางระบบในระยะยาวห่าเหวอะไรของมึงครับ ในเมื่อสไตล์การเล่นตามสมญา “ปีศาจแดง” มันก็อยู่ในสายโลหิตของทีมนี้มาตั้งแต่ยุค 50’s แต่เมื่อคุณเปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่ มันก็ต้องเปลี่ยนสไตล์การเล่นตามความต้องการของผู้จัดการทีมอยู่ดีนั่นแหละ

ปีศาจแดงจากภูมิปัญญาของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จึงเป็นปีศาจแดงที่ตุ๋มติ๋มอย่างจงหนัก ปราศจากความน่าขามเกรงจนควรจะเปลี่ยนจากถือสามง่ามในมือไปถือสากกะเบือแทนดีกว่า

ในเมื่อเปลี่ยนเจ้าของทีมไม่ได้ เปลี่ยนผู้บริหารเฮงซวยก็ไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมครับ ทีมจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อันดับแรกขึ้นอยู่กับผู้จัดการทีมโว้ยยยยย !!!

ถ้าเปลี่ยนแล้วไม่ใช่ มันก็ต้องเปลี่ยนอีก และอาจต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอคนที่ใช่นั่นแหละ
.
.
.
อย่าลืมว่าเจ้าของทีมย่อมอยู่ยาวกว่าผู้จัดการทีม เจ้าของทีมไม่ไล่ตัวเอง เช่นเดียวกับผู้บริหาร และเจ้าของทีมที่ไหนมันก็งี่เง่าเหมือนๆ กันนั่นแหละครับ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด ก็งี่เง่า ประธานสโมสร บาร์เซโลน่า ก็งี่เง่า ประธานสโมสรคนเก่าของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ใช่ว่าจะไม่งี่เง่า แต่หากคุณมีผู้จัดการทีมที่เพียบด้วยอิทธิเดช คุณก็มีโอกาสประสบความสำเร็จ ต่อให้เจ้าของทีมห่วยแตกก็ตาม

ระยะห่างระหว่างเรา

ตอนที่ มัลคอล์ม เกลเซอร์ และครอบครัวเข้ามาฮุบกิจการสโมสรปีศาจแดง – เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ยังเป็นผู้จัดการทีม แถมยังเสกให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จนี่หว่า

ฉะนั้น & ฉะนี้

ยิ่ง ลิเวอร์พูล มี เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็น “เดอะ บอส” แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงดันทุรังที่จะใช้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต่อไป โดยมองโลกเป็นสีชมพูว่ามันคือการวางรากฐานและวางระบบในระยะยาว เกรงว่ากว่าจะหักเลี้ยวกลับเข้าสู่เส้นทางตัวเอง บางทีระยะห่างระหว่าง แอนฟิลด์ กับ โอลด์ แทรฟฟอร์ด มันจะยิ่งถูกถ่างออกไปเรื่อยๆ

…ว่าแล้วขอฟันธงว่าจบฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด คงไม่มีทางติดท็อปโฟร์อย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจหลุดไปอยู่ในอันดับที่ 7-8 ของตารางด้วยซ้ำ

ทว่าเดาได้ไม่ยากว่าตอนจบฤดูกาล โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะให้สัมภาษณ์ว่าอย่างไร

“ก่อนอื่น ผมขอยืนยันว่าพวกเราทำดีที่สุดแล้ว ผมภาคภูมิใจในตัวลูกทีมมาก อย่าลืมว่าฤดูกาลนี้เราให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่งลงสนามทุกนัด ดังนั้นการโดน ลิเวอร์พูล ทิ้งห่าง 50 แต้มก็ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดอะไรมากมาย เพราะต้องยอมรับว่าพวกเขาเป็นทีมที่ดีกว่าจริงๆ

แถมยังโชคดีที่มีวีเออาร์มาช่วยเหลือเกือบทุกนัดอีกต่างหาก ผิดกับเราที่ประสบปัญหาสารพันมาตลอด ไหนจะตัวผู้เล่นที่บาดเจ็บ ไหนจะผู้เล่นที่ย้ายออกไป ทำได้ขนาดนี้ก็เจ๋งแล้วครับ ซึ่งต้องขอขอบคุณทั้งเจ้าของทีมและผู้บริหารที่ไว้วางใจในตัวผมมา ณ ที่นี้ด้วย-ขอบคุณครับ”

    “บอ.บู๋”

ขอบคุณข่าว : www.siamsport.co.th

สนใจสมัคร ติดต่อ : free-sports-games.org