อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

แม้จะเข้าใจว่ามันคืออารมณ์ ณ เวลานั้น เป็นความขุ่นมัวปนไม่สบายใจที่เห็นใครสักคนเล่นขัดใจ เป็นความหงุดหงิดที่ได้เห็นใครสักคนทำในสิ่งที่ดูเหมือนความเห็นแก่ตัว..

แต่ผมก็ยังแปลกใจอยู่ดีกับคำวิจารณ์หนักหน่วงที่เดอะค็อปบางส่วนมีต่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

คำวิจารณ์ที่มีต่อการตัดสินใจเลือกที่จะ “ไม่ส่ง” ให้ อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน กับ ทาคุมิ มินามิโนะ ได้ยิงในเกมกับวูล์ฟแฮมป์ตันเมื่อคืนวันพฤหัสฯ

“เห็นแก่ตัวชัดๆ”

“ไม่ใช่แค่จังหวะเดียวแต่เห็นแก่ตัวทั้งเกม”

“กลับมาทรงเดิมอีกแล้ว เร็วแต่ไร้ประโยชน์ จังหวะควรส่งให้เพื่อนยิงก็ไม่ยอมส่ง”

“มันไม่ใช่ครั้งแรกไง การสร้างโอกาสให้ทีมควรมาเป็นอย่างแรกไม่ใช่ฝืนยิงอยู่ได้ทุกครั้ง”

“จะเลี้ยงไปยิงเองตลอดเลย ดูเพื่อนคนอื่นเป็นตัวอย่างบ้าง ถ้าเป็นมาเน่หรือฟีร์มีโน่ส่งไปแล้ว”

“ประตูชนะก็เหมือนกัน เจตนาก็คงจะเลี้ยงไปยิงเองอีกนั่นแหละ”

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

“เห็นแก่ตัวแบบนี้ขายทิ้งไปเถอะแล้วหาซื้อกองหน้าตัวใหม่”

“มันอิจฉาไม่อยากให้มินามิโนะได้ยิงเดี๋ยวจะเด่นเกินไป”

“ถ้ายิงคมเหมือนโรนัลโด้ก็ว่าไปอย่าง”

“ทำไมไม่เล่นเหมือนปีแรกที่ย้ายมา”

“สปิริตทีมจะพังเพราะมันนี่แหละ”

“เล่นห่วยมาหลายเกมแล้ว”

“คู่แข่งจับทางได้หมดละ”

“ไอ้ซาลาห์”

ฯลฯ

ผมอยากจะเริ่มอย่างนี้ก่อนนะครับ..​ ไม่เคยมีนักฟุตบอลคนไหนในโลกที่ตัดสินใจถูกต้องทุกจังหวะ

เปเล่ โยฮัน ครัฟฟ์ ดีเอโก้ มาราโดน่า มิเชล พลาตินี่ กาเบรียล บาติสตูต้า โรนัลโด้ ซีเนดีน ซีดาน หรือกระทั่งคนที่ว่ากันว่ามาจากนอกโลกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

ทุกคนที่ว่ามาเคยตัดสินใจพลาดด้วยกันทั้งนั้น พลาดแบบที่ซาลาห์พลาดนั่นแหละ เพื่อนว่างกว่า.. ไม่ยอมส่งแต่เลือกยิงเอง

จะเก่งสุดยอดขนาดไหนก็เคยพลาดแบบนี้ทั้งนั้น แบบที่เพื่อนร่วมทีมมองค้อนและแฟนบอลหงุดหงิด

มีเหตุผลมากมายครับที่พวกเขาเลือกยิงเอง เห็นแก่ตัวก็ได้ อิจฉาเพื่อนก็ได้ มองไม่เห็นก็ได้ อยากทำสถิติก็ได้ อยากยิงปลดล็อกก็ได้ มั่นใจว่ายิงเข้าก็ได้

มันทำให้พวกเขาเป็นนักฟุตบอลที่ใช้ไม่ได้หรือเปล่าครับ เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างทุเรศ ทำให้สปิริตความกลมเกลียวของทีมพังพินาศเลยไหม

ถ้าคิดว่าไม่ ผมก็อยากให้คุณมอง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ด้วยสายตาอย่างเดียวกัน

เพียงเพราะนักเตะของทีมที่คุณเชียร์ทำพลาดหรือตัดสินใจผิด เลือกช็อตเล่นไม่ถูก ไม่ได้ทำให้เขาสมควรตกเป็นเหยื่อแห่งโมหะและโทสะ

มันน่าแปลกใจในความเกลียดชังที่แสดงออกมาเหล่านั้น​ นี่เราเปลี่ยนจากรักเป็นเกลียดขี้หน้ากันได้เร็วขนาดนั้นเลยหรือ

เกลียดถึงขั้นขับไล่เหมือนหมูหมาให้ไปอยู่ที่อื่น กลายเป็นคนที่ไม่เข้าพวก เป็นตัวถ่วงความเจริญของทีม ขัดขวางสปิริตอันกลมเกลียวที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ พยายามสร้างขึ้นมา

กับความผิดแค่จังหวะตัดสินใจพลาดเลือกยิงเองมากกว่าส่งให้เพื่อน.. 2 ครั้งในเกมกับวูล์ฟแฮมป์ตัน และอีกบางครั้งในเกมอื่นๆ เท่านี้น่ะหรือครับ

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

ใจเย็นๆ แล้วลองคิดดูถึงการแสดงออกของเรากันอีกที ผมอยากเอาข้อมูลเพิ่มเติมมาเล่าให้ฟัง..

เราลองไปดูสถิติของซาลาห์ในพรีเมียร์ลีกตลอด 2 ฤดูกาลครึ่งที่ผ่านมากันก่อนครับ แค่ดูผ่านๆ ก็ได้เดี๋ยวผมสรุปให้ฟังอีกที

    ฤดูกาล 2017/18
เล่น 36 (สำรอง 2) ประตู 32

เกมรุก: ยิง 144 ตรงกรอบ 67 ความแม่นยำ 47% พลาดโอกาสทอง 23

เกมรับ: แท็กเกิ้ล 12 บล็อกลูกยิง 33 ตัดบอล 5 สกัดทิ้ง 3 โหม่งทิ้ง 2

ทีมเวิร์ก: แอสซิสต์ 10 ผ่านบอล 946 ผ่านบอลต่อเกม 26.28 สร้างโอกาสทำประตู 12 ครอสบอล 86

    ฤดูกาล 2018/19
เล่น 38 (สำรอง 1) ประตู 22

เกมรุก: ยิง 137 ตรงกรอบ 64 ความแม่นยำ 47% พลาดโอกาสทอง 16

เกมรับ: แท็กเกิ้ล 21 บล็อกลูกยิง 33 ตัดบอล 5 สกัดทิ้ง 4 โหม่งทิ้ง 1

ทีมเวิร์ก: แอสซิสต์ 8 ผ่านบอล 1,079 ผ่านบอลต่อเกม 28.39 สร้างโอกาสทำประตู 16 ครอสบอล 57

    ฤดูกาล 2019/20
เล่น 20 (สำรอง 0) ประตู 11

เกมรุก: ยิง 76 ตรงกรอบ 34 ยิงแม่น 45% พลาดโอกาสทอง 8

เกมรับ: แท็กเกิ้ล 10 บล็อกลูกยิง 21 ตัดบอล 6 สกัดทิ้ง 1 โหม่งทิ้ง 0

ทีมเวิร์ก: แอสซิสต์ 5 ผ่านบอล 552 ผ่านบอลต่อเกม 27.60 สร้างโอกาสทำประตู 7 ครอสบอล 28

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

ในเมื่อตัวเลขไม่เคยโกหกใคร สถิติที่นำมาให้ดูบอกกับเราว่าอะไรรู้ไหมครับ

มันบอกให้เรารู้ในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าฤดูกาลแรก 2017/18 ซาลาห์คือปรากฏการณ์ เกมรุกกระฉูด

หากเกมรับนั้นธรรมดา ทีมเวิร์กก็แค่อยู่ในระดับมาตรฐาน เมื่อเทียบกับอีก 2 ซีซั่นต่อมา

เพราะหลังจากนั้นเขาเล่นเกมรุกได้ยากกว่าเดิม เหตุผลเข้าใจไม่ยาก แต่ละเกมเขาถูกคู่แข่งจับตาย อาศัยวิธีการสารพัดเพื่อหยุดพลังสังหารของเขาให้ได้

ไม่แปลกเลยที่สถิติทำประตูใน 2 ซีซั่นถัดมาจะลดลง แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในมาตรฐานสม่ำเสมอ (ซีซั่นก่อนยิง 22 ซีซั่นนี้ผ่านครึ่งทางยิงไปแล้ว 11 เทียบกับซีซั่นแรกที่ยิง 32)

แต่สถิติที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ของเขาคือเกมรับและทีมเวิร์ก

เข้าปะทะคู่แข่งในเกมรับได้มากขึ้น ช่วยบล็อกลูกยิงได้มากขึ้น ตัดบอลมากขึ้น สกัดบอลทิ้งมากขึ้น

ส่วนประเด็นสำคัญเรื่องทีมเวิร์กหรือการมีส่วนร่วมกับทีมที่เป็นข้อหาที่ซาลาห์ถูกด่านั้น.. ฤดูกาลแรกที่ทำอะไรก็ถูกใจแฟนบอลไปหมดคือฤดูกาลที่เขาสร้างโอกาสทำประตูให้เพื่อนน้อยที่สุดแล้วนะครับ

12 ครั้งจาก 36 เกม เฉลี่ย 0.33 ครั้งต่อเกม

ฤดูกาลที่สองเขาสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูถึง 16 ครั้งใน 38 เกม เฉลี่ย 0.42 ครั้งต่อเกม

ส่วนฤดูกาลนี้เขาสร้างโอกาสให้เพื่อนไปแล้ว 7 ครั้งจาก 20 เกม เฉลี่ย 0.35 ครั้งต่อเกม

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

ฤดูกาลนี้ที่รู้สึกว่าแย่แต่การสร้างโอกาสให้เพื่อนก็ยังดีกว่าฤดูกาลแรกเสียอีก (ส่วนสถิติแอสซิสต์อยู่ในเกณฑ์สม่ำเสมอ​ ซีซั่นแรก 10 ซีซั่นสอง 8 ซีซั่นนี้ 5 ครั้งแล้วหลังผ่านมาครึ่งทาง)

สถิติการผ่านบอลต่อเกมซึ่งหมายถึงการมีส่วนร่วมกับทีมของเขาในซีซั่นนี้ก็ยังมีค่าเฉลี่ยมากกว่าซีซั่นแรกด้วย

ทุกอย่างมีที่มาที่ไป สถิติเหล่านี้ฉายภาพให้เราเห็นอีกครั้งว่าฤดูกาลแรกซาลาห์จะเป็นตัวปิดเกมมากกว่า คือบอลมาที่เขาแล้วก็จบเลย ไม่ไปต่อแล้วเพราะบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายแล้ว

ที่เรารู้สึกเข้าตากับการ “ไม่ส่ง” ของเขาเหลือเกินนั้นก็เพราะบทบาทของเขาถูกจำกัดไม่ให้เป็นตัวจบเหมือนฤดูกาลแรก

ไม่ได้เป็นคนสุดท้ายที่คอยส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย แต่ถูกบีบให้ต้อง “ตัดสินใจเลือก” ให้เราได้เห็นบ่อยกว่าเดิม

นั่นคือที่มาว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าเขาตัดสินใจไม่เนี้ยบเหมือนในซีซั่นแรกที่ดูจะทำอะไรก็ไหลลื่นไปหมด ก็เพราะ

1. คู่แข่งยังจับทางวิธีเล่นของเขาไม่ได้

2. การตัดสินใจส่วนใหญ่คือการ “เลือกวิธีส่งบอลเข้าประตู” ไม่ใช่เลือกว่า “จะยิง” หรือ “จะจ่าย”

บทบาทของนักฟุตบอลย่อมเปลี่ยนไปเมื่อเจอเงื่อนไขที่แตกต่าง และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับซาลาห์ใน 2 ฤดูกาลล่าสุด

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

เขามีโอกาสเป็นตัวปิดเกมน้อยลงเพราะคู่แข่งล็อกตาย แต่สิ่งที่ได้คืนมาคือบทบาทที่เพิ่มขึ้นในส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นการเล่นร่วมกับเพื่อน การสร้างโอกาส การช่วยเกมรับ อย่างที่เราเห็นว่าสถิติเหล่านี้ดีขึ้นทั้งหมด ฯลฯ

    ถ้าดูจากคุณสมบัติเหล่านี้และตัวเลขที่ไม่ได้โกหกใคร โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นคนที่เล่นได้รอบด้านกว่าเดิมและเล่นร่วมกับทีมมากกว่าเดิมเสียอีก

นั่นคือภาพที่เรามองไม่เห็นเพราะมันไม่ชัดเหมือนการยิงประตูในฤดูกาลแรก เราจึงมีความรู้สึกว่าเขาแย่กว่าเดิม ฝืดกว่าเดิม

ทว่าถ้าการทำประตูลดลงแต่มีส่วนร่วมกับเกมรับมากขึ้น

ถ้าการทำประตูลดลงแต่ได้ร่วมสร้างสรรค์เกมมากขึ้น

ถ้าการทำประตูลดลงแต่เป็นโอกาสให้เพื่อนๆ ได้ทำประตูมากขึ้น

ผมคิดว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ น่าจะพอใจมากกว่านะครับ ก็ผลลัพธ์เตะ 23 ชนะ 22 เสมอ 1 ไม่แพ้ใครเลยไม่ได้มีส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของเขาเลยหรือไง

เพราะการทำงานของคนเป็นผู้จัดการทีมและทีมงานเขาดูผลงานกันละเอียด ไม่ใช่แค่เอาอารมณ์นำพาหรืออาศัยแค่ความรู้สึกลอยๆ

ไม่ได้มองความผิดพลาดเฉพาะจุดเป็นเรื่องคอขาดบาดตายยอมกันไม่ได้ ถ้ามองกันแค่นั้นแล้วเอามาเป็นเรื่องใหญ่โตก็คงพัฒนากันได้แค่นั้น ไม่ต้องไปไกลกว่านี้

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

เพราะเขาเข้าใจนั่นอย่างไรเล่าครับ ไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังมาเกาะกุมความคิด ซาลาห์จึงยังได้รับความไว้วางใจจากคล็อปป์ให้ลงสนามในทุกๆ เกม

    สำหรับจังหวะไม่ส่งนั้น ผมยังเชื่ออย่างที่เคยเขียนตอนที่มีประเด็นดราม่ากับ ซาดิโอ มาเน่ เหมือนเดิมครับ

ทำไมซาลาห์จะไม่รู้ว่าตัวเองตัดสินใจพลาด มันก็เหมือนเวลาเราเตะบอลกับเพื่อนนั่นแหละ ด่ากันงอนกันในเกมหรืออาจจะอารมณ์ค้างนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร

มันก็แค่ “เออว่ะ กูขอโทษที่ไม่ส่งให้มึง ก็กูคิดว่าลูกนั้นกูยิงเข้าได้อะ ขอโทษทีนะ”

มันคงไม่ทำให้สปิริตทีมพังย่อยยับหรอกนะครับ หรือถ้ามันทำท่าจะบานปลาย คิดว่าคนที่ละเอียดสุดขีดและมีจิตวิทยาสุดยอดอย่างคล็อปป์จะปล่อยให้เรื่องผ่านเลยตามเลยหรือ

สิ่งที่ผมอยากจะสื่อนั้น ผมไม่ได้บอกว่าซาลาห์ทำถูกต้องทุกอย่างนะครับ

ไม่ได้บอกว่า 2 จังหวะนั้นเขาทำถูกแล้ว

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

ไม่ได้โต้แย้งว่าต่อให้ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ มินามิโนะ ยิงไม่เข้าก็ไม่เป็นไร เพราะเขาทำในส่งที่ควรทำแล้วคือผ่านให้เพื่อนที่มีโอกาสกว่า

ไม่ได้ปฏิเสธด้วยว่าก็แค่ด่าด้วยอารมณ์นั่นแหละ ด่าแล้วก็แล้วไปไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น พอถึงเกมต่อไปก็กลับมาเชียร์เหมือนเดิมและรักเหมือนเดิม

    ผมเข้าใจนะครับ แต่แค่คิดว่ามันไม่แฟร์กับคนที่โดนด่าด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามเท่าไหร่

ผมชอบซาลาห์ ยอมรับเลยว่ารักในสไตล์ของเขา และยังมองว่าวิธีการเล่นของเขานั้นทำให้เขาเป็นคนพิเศษ​แม้จะไม่เห็นด้วยกับทุกจังหวะที่เขาตัดสินใจก็ตาม

ยิ่งไม่เชื่อว่าเขาเห็นแก่ตัว อิจฉาเพื่อน จะยิงเองให้ได้ทุกครั้งอะไรทำนองนั้น

คนที่ไม่เคยเรียกร้องจะยิงจุดโทษ คนที่ไม่เคยงอแงขอยิงฟรีคิก คนที่เคยกระทั่งเอาบอลไปยัดใส่อก โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ให้ยิงจุดโทษแทนเพื่อที่เพื่อนจะได้ทำแฮตทริกจนคล็อปป์เองยังยอมรับว่าเกือบร้องไห้..

คนที่พยายามเล่นให้ดีที่สุดในทุกๆ เกม ทุ่มเทเพื่อทำประตูให้ทีม วิ่งจนหมดแรง อยากให้ทีมชนะ อยากให้แฟนบอลมีความสุข

คนอย่างนี้น่ะหรือครับที่เห็นแก่ตัว อยากยิงเองจนตัวสั่นอย่างที่โดนดูถูก

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

รู้ไหมครับว่าเรื่องอย่างนี้คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับนักฟุตบอลของทีมอีกหลายคน

เล่นไม่ถูกใจก็ไล่ส่งอย่างไม่ไยดี

เดยัน ลอฟเรน อดัม ลัลลาน่า นาบี เกอิต้า อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน

ฟาบินโญ่ โจ โกเมซ ซาดิโอ มาเน่

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน..

โอเคโลกโซเชียลมันเป็นแบบนี้ ใช้คำพูดทำร้ายกัน ใช้วาจาขยี้กันให้เจ็บปวดที่สุด ใช้ความเกลียดชังนำพาขับไสไล่ส่ง

คนที่พูดคนที่ด่าไม่รู้หรอกครับ ด่าแล้วก็จบถือว่าได้ระบายอารมณ์ โมโหมากก็ด่าแรงมาก โมโหน้อยก็ด่าเบาหน่อย ด่าเสร็จแล้วก็สะบัดตูดไป ทิ้งความเกลียดชังในคำด่านั้นเอาไว้

ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับบาดแผลที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของคนที่ถูกกระทำ

ก็โลกวันนี้มันเป็นแบบนี้ แต่เราจะอยู่กันต่อไปแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม

    ตังกุย

ขอบคุณข่าว : www.siamsport.co.th

สนใจสมัคร ติดต่อ : free-sports-games.org