แทงบอลออนไลน์UFABET

แทงบอลออนไลน์UFABET นัดชิงประวัติศาสตร์ UCL 2005

แทงบอลออนไลน์UFABET หากเราจะพูดถึงการแข่งขันกีฬาฟุตบอล หลายคนก็อาจจะมีทีมในดวงใจ หรือเชียร์เฉพาะทีมๆนั้น หรือไม่ก็ติดตามเฉพาะในลีคนั้นไปเลย อย่าเช่นหากผมชอบทีมแอสตันวิลล่า ผมก็จะติดตามแต่ทีมนี้ ติดตามเฉพาะพรีเมียร์ลีคอังกฤษเท่านั้น โดยไม่สนใจลีคอื่นเลย
แต่ทว่ามันก็มีถ้วยอยู่ถ้วยหนึ่ง ที่มีศักดิ์เป็นถ้วยที่ใหญ่ที่สุด ในลีคของทางฝั่งยุโรป ถ้วยนั้นมีชื่อว่า “UEFA Champion League” หรือเรียกสั้นๆว่า “UCL” โดยถ้วยยูฟ่านั้น จะคัดเลือกทีมที่จบอันดับ 1-4 ของลีคการแข่งขันทั่วยุโรป โดยจะนำแข่งขันกัน โดยแบ่งกันเป็น Group โดยการจับฉลากครับ
และก็เริ่มแข่งกันแบบเหย้า-เยือน จบครบก็จะนำทีมที่ได้แต้มมากที่สุด 2 อันดับแรกเพื่อนำมาจับฉลาก เพื่อเข้ามาชิงกันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และจากนั้นก็จะแข่งเป็นกฎเหย้า เยือนต่อไปจนทีมเหลือ 2 ทีมสุดท้าย จึงเริ่มนัดชิงครับ โดยที่นัดชิงจะเป็นการแข่งที่สนามกลาง ไม่มีเหย้าเยือนใดๆทั้งสิ้น
โดยนัดชิงนั้นมีหลายนัด ในประวัตศาสตร์ที่มีความดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นปี 1999-2000 ที่ในปีนั้นนัดชิงชนะเลิศ เป็นการเจอกันของทีม แมเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ บาร์เยิร์นมิวนิค หรือจะเป็นปี 2009-2010 ที่เป็นการเจอกันระหว่างทีมอย่าง สิงโตน้ำเงินคราม พบกับทีมคู่แข่งอย่าง ปีศาจแดงแมนยู
โดยนี่ก็เป็นอีก 1 เกมส์ที่เรียกว่าเมามันส์ไม่แพ้กัน แต่สำหรับบทความนี้ เราจะมาเล่าแมตช์ปประวัติศาสตร์ นัดชิงชนะเลิศ UCL ที่เรียกว่าดุเดือด ดราม่าและปาฎิหารมากที่สุด ใช่ครับทุกคนอาจรู้อยู่แล้ว แมตช์นั้นเป็นการโคจรมาเจอกันระหวัง เครื่องจักรสีแดง ลิเวอร์พูล ประทะ ปีศาจแดงดำ เอซีมิลาน แทงบอลเงินสด
ซึ่งดรีกรีความเดือด ผมให้คะแนนเต็มที่ไปเลยที่ 100/1,000

แทงบอลออนไลน์UFABET

ก่อนก่อนเกมการแข่งขัน แทงบอลออนไลน์UFABET นัดชิงประวัติศาสตร์ที่อิสตัลบลู

โดยก่อนเกมส์เรียกว่า ทางหงส์แดงลิเวอร์พูล เป็นรองทีมอย่างเอซีมิลานอยู่หลายขุมมาก โดยเฉพาะชื่อชั้นในตอนนั้น ที่เอซีมิลานเป็นตัวท็อปของลีคยุโรป อีกทั้งเป็นยุคที่รุ่งเรื่องอีกด้วย โดยผู้จัดการทีมของทางหงส์แดงตอนนั้นคือ “ราฟาเอล บินิเตซ” กุนซือชายสแปนิช ส่วนทางด้านของเอซีมิลานเป็น
“คาร์โล อันเชล็อตติ” หรือที่หลายคนแรกว่าพี่แจ้นั่นเอง ซึ่งคือชื่อผู้จัดการทีม ก็เรียกได้ว่าห่างชั้นกันพอควรเลยล่ะ ซึ่งเซียนจากหลายสำนักในตอนนั้น ให้ทางมิลลานเป็นผู้ชนะอย่างไม่มีข้อกังขา โดยการเข้ามานัดชิงของทั้ง 2 เรียกว่าต่างกันฟ้ากับเหว โดยรอบแบ่งกลุ่ม ทางเอซีมิลานได้เป็นแชมป์กลุ่ม
โดยที่ไม่แพ้ให้ใครแม้แต่เกมส์เดียว ตัดมาฝั่งลิเวอร์ที่ต้องลุ้นเข้ารอบแบบเยี่ยวเหนียวจนนัดสุดท้าย อีกทั้งยุคนั้นของมิลาน มีสตาร์ชื่อดังอีกเป็นโหล ยกตัวอย่างมาสองคนก็หัวลุกแล้ว ทั้ง “ริคาร์โด้ กาก้า” หรือกองหน้าสุดคมอย่าง “อินซากี้” หรือจะเป็นตำนานกองหลังสุดหินอย่าง “เปาโล มัลดินี่” แค่นี้ก็รู้ชะตาแล้ว
เอาล่ะครับ ไหนๆก็มาถึงนี้กันแล้ว เรามากางดู 11 ผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองฝั่งในตอนนั้นดีกว่า ว่าจะมีใครกันบ้าง มาดูกัน!!

11 ผู้เล่นตัวจริง นัดชิงชนะเลิศ UCL 2005

บอกก่อนเลยนะครับ คุณอาจจะร้องเชี้ยเลยก็ได้หากได้เห็นผู้เล่นของลิเวอร์พูลชุดนั้น เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับผม

ลิเวอร์พูล ( 4-1-2-1-1)
ผู้รักษาประตู : เจอร์ซี่ ดูเด็ค – ที่ไม่ใช่ดูเร็คนะครับฮ่าๆ เจอร์ซีดูเด็คเป็นนายทวารสัญชาติ โปแลนด์ ซึ่งฟอร์มการเล่นตอนนั้นเรียกว่าผีเข้าผีออก อาจจะเซฟก็เซฟอุตหลุด วันไหนจะรั่วก็เรียกว่าบ่อน้ำมันได้เลย
แบ็คขวา : สตีฟ ฟินแนน ส่งตรงจากไอร์แลนด์ แบ็คขวาไม่ได้เรื่องที่ชื่อชั้นยังอ่อนหัดมากนัด หากเทียบกันหมัดต่อหมัดจากฝั่งตรงข้าม
แบ็คซ้าย : เจมี่ ตราโอเล่ ส่งตรงมากจากประเทศมาลี ถือเป็นตัวที่มีความไว้ใจได้ แต่ก็มีจังหวะเหวอให้เห็นบ่อยครั้ง แต่ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานั้นครับ
เซ็นเตอร์แบ็ค : เจมี่ คราราเกอร์ ตำนานกองหลังสุดติ่งของชาวหงส์แดง ที่ตลอดการค้าแข้งยิงทีมตัวเอง มากกว่าทีมคู่แข่งเสียอีก แต่ในยุคนั้นเขาถือเป็นกองหลังสุดหินคนนึ่ง ของวงการลูกหนังเลยทีเดียว
เซ็นเตอร์แบ็ค : ซามี่ ฮูเปีย เซ็นเตอร์แบ็คสุดโหด ที่เรียกได้ว่าช่วงพีคของแก แกถือว่าเป็นปราการหินของลิเวอร์ ที่ยากจะทำลายจริงๆ โดยความโหดของแกไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะปัจจุบันเวอร์จิล ฟานไดจ์ ก็ถูกนำมาเปรียบเทียบกับแกอยู่บ่อยๆครับ
กองกลางรับ : ชาบี อลอนโซ่ เจ้าชายของเหล่าเดอะค็อป ที่ตลอดการเล่นให้กับลิเวอร์ เขาถือเป็นที่รักของแฟนบอลมากๆ ทั้งฝีเท้าที่เรียกได้เวิร์ลคลาส และยังมีหน้าตาที่หล่อเหลาอีกด้วย
กลางฝั่งซ้าย : หลุยส์ การเซียร์ เจ้าหนุ่มพลังม้าที่วิ่งสู้ฟัด ผู้ที่ไม่เคยหมดพลังงาน เป็นหนึางในฟันเฟืองสำคัญของทีมเลยทีเดียว
กลางฝั่งขวา : ยอร์น อาร์เน ริซเซ่ เจ้ามืดพลังม้า ผู้แบกความหวังของทีมในตอนนั้น โดยเขาเป็นดาวซัลโวของทีมในตอนนั้นเลยทีเดียว
กลางรุก (กัปตันทีม) : สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราด สำหรับเจอร์ราดไม่ต้องพูดให้มากความ ทั้งฝีเท้าที่เป็นเลิศ และความเป็นผู้นำที่เต็มเปี่ยมของเขา ปฎิเสธไม่ได้ว่าเขาคือผู้ที่นำความสำเร็จ มาสู่ลิเวอร์พูลในยุคของเขาอย่างแท้จริง!
หน้าต่ำ : แฮรี่ ครีเวล ผู้ไม่มีประโยชน์ โดยคาดว่าอาจจะมายืน ให้ทีมครบ 11 ผู้เล่นก็ได้ฮ่าๆๆๆๆ
กองหน้าตัวเป้า : มิลาน บารอส ฟังชื่อเหมือนอาจจะเป็นกบฎ แต่ที่จริงเขาเป็นกองหน้าเพชรฆาตเลยนะ แต่อาจจะไม่เท่ากับทีมฝั่งนู้นหรอก ฮ่าๆ

เอซี มิลาน (4-3-1-2)
ผู้รักษประตู : ดีด้า ผู้รักษาประตู ดรีกรีทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลก
แบคขวา : กาฟู แบ็คทีมชาติบราซิล ดรีกรีแชมป์โลกอีกหนึ่งคนในทีม ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงพีคของพี่แกเลยทีเดียวครับผม
แบคซ้าย (กัปตันทีม) : เปาโล มัลดินี่ กัปตันทีมสุดเก่ง ที่เป็นตำนานของทีมอย่างยิ่งใหญ่
เซ็นเตอร์แบ็ค : ยาป สตัม กองหลังสุดเถื่อนที่ไม่มีใครกล้าประทะด้วย เรียกได้ว่าเป็นเจ้าโหดประจำทีมเลย
เซ็นเตอร์แบ็ค : อเล็กซานโดร เนสตา กองหลังสถิติโลกในเวลานั้น มาพร้อมกับความเฉียบขาด และการประสานงานที่ลงตัวกับยาป สตัม ซึ่งสองคนนี้รวมกัน ถือว่าเป็นฝันร้ายของเหล่ากองหน้าทีมตรงข้ามทันที
กลางรับ : อันเดรีย ปีร์โล่ ไม่ต้องสารธยายให้มากความ สำหรับชายคนนี้ ที่ตลอดอาชีพนักฟุตบอล เขาได้ทำให้มันเป็นจุดพีคได้ทั้งหมด!
กลางฝั่งซ้าย : เจนนาโร กัตตูโซ ไอ้หนุ่มหน้าดุในเวลานั้น ก่อนต่อมาจะกลายมาเป็นผู้จัดการทีมปัจจุบัน
กลางฝั่งขวา คลาเรนซ์ ซีดอร์ฟ ไอ้มืดแห่งเมืองมิลาน เป็นตัวริมเส้นตัวหนึ่ง ที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในตัวจี๊ดยุโรปในเวลานั้นครับ
กลางรุก : เทพบุตรสุดหล่อ ริคาร์โด้ กาก้า เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ปี 2007 โดยความโหดของพี่แกเรียกว่าไม่มีใครเทียบเลย โดยช่วงพีคของพี่แกเรียกได้ว่า เมสซี่โรนัลโด้ยังต้องยอมให้แกเลยทีเดียว
กองหน้า : อังเดร เชฟเชงโก้ ศูนย์หน้าจอมถล่มประตูของทีม อีกทั้งเป็นดาวซัลโวยุโรปในตอนนั้นอีกด้วยล่ะ
กองหน้า : เอร์นัน เกรสโป เล่นคู่กับเซฟเชงโก้ มักจะคอยเป็นตัวทำเกม และปั้นให้เชฟเชงโก้ยิงประตูบ่อยๆ อยู่เป็นเสมอในยามที่ได้บอล

เอาล่ะครับเราก็ได้รู้ 11 ตัวจริงในตอนนั้นแล้ว แต่ตอนนี้ก็ได้หมดเวลาของผมแล้วสิ เรามาติดตามกันต่อในบทความหน้ากันนะครับ ว่าแมตช์นี้จะเป็นอย่างไรอีกต่อไป สำหรับวันนี้ขอลาก่อนครับ สวัสดี